กติกาเซปักตะกร้อ

( SEP AKTAKRAN RULES & REGULATIONS )

ข้อมูลจากการกีฬาแห่งประเทศไทย

 

 

ข้อที่ 1. สนามแข่งขัน ( THE COURT )

                1.1 พื้นที่ของสนามมีความยาว 13.40 เมตร และกว้าง 6.10 เมตร จะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ เมื่อวัดจากพื้นสนามสูงขึ้นไป 8 เมตร (พื้นสนามไม่ควรเป็นสนามหญ้าหรือสนามทราย )

                1.2 เส้นสนาม ขนาดของเส้นสนามทุกเส้นที่เป็นขอบเขตของสนามต้องไม่กว้างกว่า 4 เซนติเมตร ให้ตีเส้นจากกรอบนอกเข้ามาในสนามและถือเป็นส่วนของพื้นที่สนามแข่งด้วย เส้นเขตสนามทุกเส้นต้องห่างจากสิ่งกีดขวางอย่างน้อย 3 เมตร

                1.3 เส้นกลาง มีขนาดกว้างของเส้น 2 เซนติเมตร โดยจะแบ่งพื้นที่ของสนามออกเป็นด้านซ้ายและด้านขวาเท่าๆกัน

                1.4 เส้นเสี้ยววงกลม ที่มุมสนามของแต่ละด้านตรงเส้นกลางให้จุดศูนย์กลางอยู่ที่กึ่งกลางของเส้นกลางตัดกับขอบด้านในของเส้นข้างเขียนเส้นเสี้ยววงกลมทั้งสอง ด้านรัศมี 90 เมตร ให้ตีเส้นขนาดความกว้าง  4 เซนติเมตร นอกเขตรัศมี 90 เซนติเมตร

                1.4 เส้นเสี้ยววงกลม ที่มุมของสนามของแต่ละด้านตรงเส้นกลางให้จุดศูนย์กลางอยู่ที่ก่งกลางของเส้นกลางตัดกับขอบด้านในของเส้นข้าง เขียนเส้นเสี้ยววงกลมทั้งสองด้านรัศมี 90 เซนติเมตร ให้ตีเส้นนขนาดความกว้าง 4 เซนติเมตร นอกรัศมี 90 เซนติเมตร

                1.5 วงกลมเสิร์ฟ ให้รัศมี 30 เซนติเมตร โดยวัดจากจุดกงกลางของเส้นหลังไปในสนาม 2.45 เมตร และวัดจากขอบด้านนอกของเส้นข้างไปในสนาม 3.05 เมตร  ละวัดจากขอบด้านนอกของเส้นข้างเข้าไปในสนาม 3.05 เมตร ใช้ตรงจุดตัดจากเส้นหลังและเส้นข้างเป็นจุดศูนย์กลาง ให้เขียนเส้นวงกลมขนาดความกว้าง 4 เซนติเมตร นอกเขตรัศมี 30 เซนติเมตร ( ดูรูปขนาดสนามจากภาคผนวก )

 

ข้อที่ 2. เสา ( THE POSTS )

                2.1 เสามีความสูง 1.55 เมตร ( ผู้หญิง 1.45 เมตร ) ตั้งอยู่อย่างมั่นคงพอที่จะทำให้ตาข่ายตึง โดยต้องทำจากวัสดุที่มีความแข็งแกร่งและมีรัศมีไม่เกิน 4 เซนติเมตร

                2.2 ตำแหน่งของเสา ให้ตั้งหรือวางไว้อย่างมั่นคงนอกสนามตรงกับแนวเส้นกลาง  ห่างจากเส้นข้าง 30 เซนติเมตร

 

 

 

 

ข้อที่ 3. ตาข่าย ( THE NET )

                3.1  ตาข่ายให้ทำด้วยเชือกอย่างดีหรือไนล่อน  มีรูตาข่ายกว้าง 6 – 8 เซนติเมตร ความกว้างของผืนตาข่าย 70 เซนติเมตร และความยาวไม่น้อยกว่า 6.10 เมตร ให้มีวัสดุที่ทำเป็นแถบ ขนาดความกว้าง 5 เซนติเมตร ตรงด้านข้างของตาข่ายทั้งสองด้านจากด้านบนถึงด้านล่างตรงกับแนวเส้นข้างซึ่งเรียกว่า “แถบแสดงเขตสนาม”

                3.2 ตาข่ายให้มีขนาดความกว้าง 5 ซนติเมตร ทั้งด้านบนและด้านล่าง โดยมีเชือกธรรมดาหรือเชือก      ไนล่อนอย่างดี ร้อยผ่านแถบและขึงตาข่ายให้ตึงเสมอระดับหัวเสา ความสูงของตาข่ายโดยวัดจากพื้นถึงส่วนบนของตาข่ายที่กึ่งกลางสนามมีความสูง 1.52 เมตร ( ผู้หญิง 1.42 เมตร ) และวัดตรงเสาทั้งสองด้านมีความสูง  1.55 เมตร ( ผู้หญิง  1.45 เมตร )

 

ข้อที่ 4 ลูกตะกร้อ ( THE SEPAKTRAKRAW BALL' )

                ลูกตะกร้อต้องมีลักษณะเป็นทรงกลม ทำด้วยหวายหรือใยสงเคราะห์ชั้นเดียวมี 12 รู กับ 20 จุดตัดไขว้ หากทำด้วยหวายต้องมีจำนวน 9 – 11 เส้น ขนดของเส้นรอบวงต้องไม่น้อยกว่า 42 เซนติเมตร และไม่มากกว่า 44 เซนติเมตร ( ผู้หญิง 43 – 45 เซนติเมตร) น้ำหนักก่อนใช้แข่งขันต้องไม่น้อยกว่า 170 กรัม และไม่เกินกว่า 180 กรัม ( ผู้หญิง 150 – 160 กรัม )

 

ข้อที่ 5 ผู้เล่น ( THE PLAYERS )

                5.1 การแข่งขันมี 2 ทีม ประกอบด้วยผู้เล่นฝ่ายละ 3 คน

                5.2 ผู้เล่นหนึ่งในสามคนจะเป็นผู้ เสิร์ฟลูกและอยู่ด้านหลังเรียกว่า “ผู้เสิร์ฟ” “Server ( Tekong

                5.3 ผู้เล่นอีกสองคนอยู่ด้านหน้า โดยคนหนึ่งจะอยู่ด้านซ้ายเรียกว่า “หน้าซ้าย” ( left inside ) และคนที่อยู่ด้านขวาเรียกว่า “หน้าขวา” ( night inside )

 

ข้อที่ 6. เครื่องแต่งกายของผู้เล่น ( PLAYER ATTIRE)

                6.1  สำหรับผู้ชายต้องสวมเสื้อยืด กางเกงขาสั้น ( สำหรับผู้หญิงให้สวมเสื้อยืดมีแขนและกางเกงขาสั้นระดับเข่า ) และรองเท้ากีฬาพื้นยาง ( ถุงเท้าด้วย ) ห้ามผู้เล่นสวมสิ่งอื่นใดที่จะเป็นอันตรายแก่ฝ่ายตรงข้ามในระหว่างการแข่งขัน กรณีที่อากาศหนาวอนุญาตให้ผู้เล่นสวมชุดวอร์มแข่งขันได้

                6.2 ส่วนต่างๆของเครื่องแต่งกายของผู้เล่นถือเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและชายเสื้อจะต้องอยู่ในกางเกงตลอดเวลาการแข่งขัน

                6.3 สิ่งใดก็ตามที่จะช่วยเร่งความเร็วของลูกตะกร้อ หรือช่วยในการเคลื่อนที่ของผู้เล่นไม่อนุญาตให้ใช้

                6.4 หัวหน้าทีม ( captian) จะต้องใส่ปลอกแขน ที่แขนเสื้อด้านซ้าย

                6.5 เสื้อของผู้เล่นทุกคนจะต้องติดหมายเลขด้านหลังให้เห็นได้ชัดเจนให้แต่ละทีมใช้หมายเลข 1 – 15 เท่านั้น มีขนาดความสูงไม่น้อยกว่า 19 เซนติเมตร ซึ่งกำหนดให้ผู้เล่นจะต้องมีเพียงหมายเลขเดียวตลอดการแข่งขัน ( tournament )

 

ข้อที่ 7. การเปลี่ยนตัวผู้เล่น ( SUBSTITUTION )

                7.1ผู้เล่นคนใดที่ได้ลงแข่งขันในแต่ละทีม หรือได้เปลี่ยนตัวไปแล้วจะไม่อนุญาตให้ลงแข่งในทีม ( regu )อื่นๆอีก สำหรับการแข่งขันประเภททีมชุด ( team ) เฉพาะครั้งนั้นๆ

                7.2 การเปลี่ยนตัวผู้เล่นจะกระทำเวลาใดก็ได้ โดยผู้จัดการทีมยื่นขอต่อกรรมการผู้ชี้ขาด เมื่อลูกตะกร้อไม่ได้อยู่ในการเล่น ( ลูกตาย )

                7.3 แต่ละทีม ( regu ) มีผู้เล่นสำรองไม่เกิน 2 คน แต่อนุญาต ให้เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ 1 คนเท่านั้น

                7.4 ผู้เล่นคนใดถูกผู้ตัดสินให้ออกจากการแข่งขัน จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนตัวผู้เล่นได้ ถ้าหากว่ายังมิได้มีการเปลี่ยนตัว

                7.5 ทีมใด ( regu ) มีผู้เล่นน้อยกว่า 3 คน จะไม่อนุญาตให้ทำการแข่งขันและปรับทีมนั้นเป็นแพ้การแข่งขัน

 

ข้อที่ 8 เจ้าหน้าที่ ( OFFICIALS )

                กีฬาเซปักตะกร้อ มีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการแข่งขันดังต่อไปนี้

                8.1 กรรมการผู้ชี้ขาด 1 คน

                8.2 กรรมการผู้ตัดสิน 2 คน ( ผู้ตัดสิน 1 คนผู้ช่วยผู้ตัดสิน 1 คน )

                8.3 กรรมการผู้กำกับเส้น 6 คน ( กำกับเส้นข้าง 4 คน และกำกับเส้นหลัง 2 คน

 

ข้อที่ 9. การเสี่ยงและการอบอุ่นร่างกาย ( THE COIN TOSS AND WARM UP )

                ก่อนเริ่มการแข่งขันกรรมการผู้ตัดสินจะทำการเสี่ยง ผู้ชนะการเสี่ยงมีสิทธิ์เลือกลูกส่ง หรือเลือกแดนก็ได้ ทีมที่ชนะการเสี่ยงจะเป็นทีมที่อบอุ่นร่างกายในสนามก่อนเป็นเวลา 2 นาที แล้วตามด้วยทีมที่เหลืออยู่ด้วย

ตะกร้อที่ใช้ในการแข่งขัน และให้มีบุคคลอยู่ในสนามได้ 5 คนเท่านั้น ( ผู้เล่นตัวจริง 3 คน และหรือ ผู้จัดการทีม ผู้ฝึกสอนและผู้เล่นสำรอง )

 

 

 

ข้อที่ 10. ตำแหน่งของผู้เล่นระหว่างการส่งลูก ( OSITION OF PLAYERS DURING SERVICE )

                10.1 เมื่อเริ่มผู้เล่นทั้งสองทีม ( both regus ) ต้องยืนอยู่ในที่ที่กำหนไว้ในแดนของตน ลักษณะที่เตรียมพร้อม

                10.2   ผู้เสิร์ฟ ( tekong ) ต้องวางเท้าหลักอยู่ในวงกลมเสิร์ฟ

                10.3   ผู้เล่นด้านหน้าทั้งสองคนของฝ่ายเสิร์ฟจะต้องยืนอยู่ในเสี้ยววงกลมตนเอง

                10.4   ผู้เล่นฝ่ายตรงข้ามจะยืนอยู่ที่ใดก็ได้ในแดนของตน

 

ข้อที่ 11. การเริ่มเล่นและการส่งลูก ( THE START OF PLAY AND SERVICE )

11.1            การเริ่มเล่นให้ฝ่ายที่ได้เสิร์ฟ เป็นฝ่ายส่งลูกก่อนในเซตแรก ทีมที่ชนะในเซตแรกจะได้รับสิทธิ์เลือกการเสิร์ฟในเซตที่ 2

11.2            เมื่อกรรมการผู้ตัดสินขานคะแนนแล้ว ถือเป็นการเริ่มเล่น ผู้โยนจะต้องโยนลูกตะกร้อออกไปให้ผู้เสิร์ฟลูก หากผู้โยนโยนลูกตะกร้อออกไปก่อนกรรมการผู้ตัดสินขานคะแนนต้องโยนใหม่ และต้องเตือนผู้โยนนั้น

11.3            ระหว่างการเสิร์ฟ ในทันทีที่ผู้เสิร์ฟได้เตะลูกตะกร้อแล้วผู้เล่นทุกคนสามารถเคลื่อนที่ในแดนของตนได้

11.4            การเสิร์ฟที่ถูกต้อง เมื่อลูกตะกร้อได้ข้ามไปยังฝ่ายตรงข้ามระหว่างแถบตาข่าย ไม่ว่าจะสัมผัสตาข่ายหรือไม่ก็ตาม ต้องให้ลูกตกสู่พื้นอยู่ในขอบเขตของสนาม

 

ข้อที่ 12. การผิดกติกา ( FAULTS )

                12.1 สำหรับผู้เล่นฝ่ายเสิร์ฟ ระหว่างการเสิร์ฟ

                                12.1.1 ผู้เล่นหน้า คนที่ทำหน้าที่โยนลูกกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งโดยไม่ได้โยนให้ผู้เสิร์ฟเตะลูกส่ง เช่น โยนลูกเล่น เคาะลูกเล่น โยนลูกให้ผู้เล่นหน้าอีกคน ฯลฯ หลังจากผู้ตัดสินขานคะแนนแล้ว

                                12.1.2 ผู้เล่นหน้ายกเท้าหรือเหยียบเส้น หรือถูกตาข่าย หรือส่วนของร่างกายล้ำเข้าไปในแดนฝ่ายตรงข้ามขณะที่โยนลูก

                                12.1.3 ผู้เสิร์ฟ กระโดดเสิร์ฟ

                                12.1.4 ผู้เสิร์ฟไม่ได้เตะลูกที่โยน

                                12.1.5 ลูกตะกร้อถูกผู้เล่นฝ่ายเดียวกันก่อนข้ามตาข่าย

                                12.1.6 ลูกตะกร้อข้ามตาข่ายแต่ออกนอกเขตสนาม

                                12.1.7 ลูกตะกร้อไม่ข้ามตาข่าย

                12.2 สำหรับผู้เล่นฝ่ายรับ ระหว่างการเสิร์ฟ เจตนากระทำในลักษณะที่ทำให้ฝ่ายเสิร์ฟลูกเสียสมาธิ หรือส่งเสียงรบกวน หรือร้องตะโกน

                12.3 สำหรับผู้เล่นทั้งสองฝ่าย ระหว่างการแข่งขัน

                                12.3.1 ถูกลูกตะกร้อในแดนฝ่ายตรงข้าม

                                12.3.2 ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายล้ำเข้าไปในแดนของฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะเป็นด้านบนหรือด้านล่างของตาข่าย ยกเว้นการติดตามล้ำตาข่ายหรืการลงสู่พื้นภายหลังการเล่นลูก ( follow through )

                                12.3.3  เล่นลูกเกิน 3 ครั้ง

                                12.3.4 ลูกถูกมือหรือแขน

                                12.3.5 หยุดลูก หรือยึดลูกไว้ใต้แขน ระหว่างขาหรือลำตัว

                                12.3.6 ส่วนหนึ่งของร่างกายหรืออุปกรณ์ของเครื่องแต่งกายผู้เล่น ถูกตาข่ายหรือถูกเสาหรือถูกเก้าอี้กรรมการผู้ตัดสิน หรือตกลงในพื้นที่ฝ่ายตรงข้าม

                                12.3.7 ลูกตะกร้อถูกเพดาน หลังคา ผนัง หรือสิ่งกีดขวางอื่นๆ

 

ข้อที่ 13. การนับคะแนน ( SCORING SYSTEM )

    13.1 ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟหรือฝ่ายรับก็ตาม เมื่อมีการทำผิดกติกาเกิดขึ้น ( fault ) ฝ่ายตรงข้ามจะได้คะแนนทันทีและจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟต่อไป

                13.2 ทีมที่ชนะการแข่งขันในแต่ละเซตจะต้องทำคะแนนได้ 21 คะแนน แต่ถ้าคะแนนเท่ากันที่ 20 : 20 ผู้ชนะจะต้องมีคะแนนต่างกัน 2 คะแนนและคะแนนสูงสุดไม่เกิน 25 คะแนน เมื่อคะแนน 20 เท่า ผู้ตัดสินต้องขานว่า “ดิวส์คู่”  ไม่เกิน 25 แต้ม

                13.3 การแข่งขันจะต้องชนะกัน 2 เซต โดยมีการพักระหว่างเซต 2 นาที

                13.4 ถ้าแต่ละทีมชนะกันทีมละ 1 เซต จะต้องทำการแข่งในเซตที่ 3 ซึ่งเรียกว่า “ไทเบรค” โดยแข่งขันกัน 15 คะแนน แต่ถ้าคะแนนเท่ากันที่ 14 : 14 ผู้ชนะจะต้องมีคะแนนต่างกัน 2 คะแนน และคะแนนสูงสุดไม่เกิน 17 คะแนน เมื่อคะแนน 14 เท่า ผู้ตัดสินต้องขานว่า “ดิวส์คู่” ไม่เกิน 17 แต้ม

                13.5 ก่อนเริ่มการแข่งขันในเซตที่ 3 ผู้ตัดสินต้องทำการเสี่ยง ผู้ชนะในการเสี่ยงจะได้สิทธิ์เลือกการเสิร์ฟและให้มีการเปลี่ยนแดนเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำคะแนนได้ 8 คะแนน

 

ข้อที่ 14. การขอเวลานอก ( TIME OUT )

                แต่ละทีม ( regu ) สามารถขอเวลานอกได้เซตละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 1 นาที โดยให้ผู้จัดการทีมหรือผู้ฝึกสอนขอเวลานอกต่อกรรมการผู้ตัดสินเมื่อลูกตระก้อไม่ได้อยู่ในการเล่น และมีบุคคลในระหว่างการขอเวลานอกได้ 5 คน ที่บริเวณท้ายสนามของแต่ละด้าน

 

 

 

ข้อที่ 15. อุบัติเหตุและการหยุดการแข่งขัน ( TEMPORARY SUSPENSION OF PLAY )

                15.1 กรรมการผู้ตัดสินสามารถหยุดการแข่งขันได้ไม่เกิน 5 นาที เนื่องจากมีสิ่งกีดขวางหรือรบกวนการแข่งขัน หรือผู้เล่นเกิดบาดเจ็บและต้องได้รับการดูแลทันที

                15.2 การหยุดพักสำหรับผู้เล่นที่ได้รับบาดเจ็บถือเป็นเวลานอก สำหรับการบาดเจ็บอนุญาตให้พักการแข่งขันได้ไม่เกิน 5 นาที ภายหลังจากหยุดครบ 5 นาทีแล้ว ผู้เล่นคนนั้นไม่สามารถทำการแข่งขันต่อได้ จะต้องทำการเปลี่ยนตัวผู้เล่นนั้นออก ถ้าเกิดกรณีที่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่นไปแล้ว ให้ปรับทีมนั้นเป็นแพ้ และให้ฝ่ายตรงข้ามชนะการแข่งขันในครั้งนั้น

                15.3 ในระหว่างหยุดพักการแข่งขัน ผู้เล่นทุกคนต้องอยู่ในสนามและไม่อนุญาตให้ดื่มน้ำหรือได้รับการช่วยเหลือใดๆทั้งสิ้น

 

ข้อที่ 16. วินัยและมารยาทในการแข่งขัน ( DISCIPLINE )

                16.1 ผู้เล่นทุกคนจะต้องปฏิบัติตามกติกาการแข่งขัน

                16.2 ในระหว่างการแข่งขันจะอนุญาตให้หัวหน้าทีมเท่านั้นเป็นผู้ติดต่อหรือซักถามต่อกรรมการผู้ตัดสิน ( ในลักษณะสุขภาพ )

 

ข้อที่ 17. ความผิดและบทลงโทษ ( PENALTY )

                17.1 ความผิดที่ถูกตักเตือน

                ผู้เล่นที่กระทำความผิดจะต้องถูกตักเตือนและได้รับบัตรเหลืองใน 6 กรณีดังต่อไปนี้

                                17.1.1 ปฏิบัติตนไม่มีน้ำใจนักกีฬา

                                17.1.2 แสดงกิริยาและวาจาไม่สุภาพ

                                17.1.3 ไม่ปฏิบัติตามกฎ กติกาการแข่งขัน

                                17.1.4 ถ่วงเวลาการแข่งขัน

                                17.1.5 เข้าหรือออกสนาม โดยไม่ได้อนุญาตจากผู้ตัดสิน

                                17.1.6 เจตนาเดินออกไปจากสนาม โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ตัดสิน

                17.2 ความผิดที่ถูกให้ออกจากการแข่งขัน

                ผู้เล่นที่กระทำความผิดถูกให้ออกจากการแข่งขันและได้รับบัตรแดงมี 5 กรณี ดังต่อไปนี้

                                17.2.1 กระทำผิดกติกาอย่างร้ายแรง

                                17.2.2 ประพฤติร้ายแรงโดยเจตนาทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็บ

                                17.2.3 ถ่มน้ำลายใส่ฝ่ายตรงข้ามหรือผู้อื่น

                                17.2.4 ทำความผิดอย่างร้ายแรงโดยสบประมาทหรือดูถูกและหรือแสดงกิริยาที่ไม่เหมาะสมไปยังฝ่ายตรงข้าม

                                17.2.5 ได้รับการเตือนด้วยบัตรเหลืองเป็นครั้งที่  2 ในการแข่งขันครั้งนั้น

                17.3    ผู้เล่นที่กระทำผิดถูกเตือนหรือให้ออกจากการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นความผิดทั้งในหรือนอกสนามแข่งขัน ผู้เล่นฝ่ายเดียวกัน กรรมการผู้ตัดสิน ผู้ช่วยผู้ตัดสิน หรือบุคคลอื่นๆให้พิจารณาลงโทษตามความผิดที่ได้กระทำขึ้น

 

 

ข้อที่ 18. ความผิดขอเจ้าหน้าที่ทีม ( MISCONDCT OF OFFICIALS )

                ในระหว่างการแข่งขันหากทีมหรือเจ้าหน้าที่ของทีมคนหนึ่งคนใดกระทำความผิดเกี่ยวกับวินัยและมารยาท ทั้งในสนามและนอกสนามแข่งขัน เจ้าหน้าที่ทีมหรือทีมนั้นๆจะต้องถูกพิจารณาลงโทษทางวินัยและมารยาท

 

ข้อที่ 19. บททั่วไป ( GENERAL )

                ในการแข่งขันหากมีปัญหาหรือเรื่องราวใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นในทุกกรณี ซึ่งนอกเหนือจากที่มิได้ระบุไว้ในกกติกาข้อใดๆของการแข่งขัน ให้ถือคำตัดสินของกรรมการผู้ชี้ขาดเป็นที่สิ้นสุด

 

กติกาการแข่งขันตะกร้อข้ามตาข่ายชองสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมีาชูปถัมภ์

สนาม

                1. ก. สนามจะต้องทำแบบ ก. ( เว้นแต่ในกรณีที่กล่าวไว้ในวรรค ข. แห่งกติกาข้อนี้ ) ซึ่งมีความกว้างยาวตามที่แสดงไว้ในแบบนั้น และจะต้องทำเส้นด้วยสีขาว หรือสีดำ หรือสีอื่นๆ ทั้งเห็นได้ง่าย ความกว้างของเส้น 1 ½  นิ้ว  ( 0.038 เมตร )

                ในการทำสนาม เส้นกลางจะแบ่งสนามออกเป็นสองส่วนเท่ากัน ส่วนหนึ่งอยู่ในสนามส่งลูกข้างขวา อีกส่วนหนึ่งอยู่ในสนามที่ส่งลูกข้างซ้าย ความกว้างของเส้นส่งลูกสั้นและเส้นส่งลูกยาวจะต้องรวมอยู่ในความยาว 13 ฟุต ( 3.96 เมตร) ของสนามส่งลูก และความกว้างของเส้นเขตต่างๆจะต้องรวมอยู่ในความกว้างของเส้นเขตต่างๆจะต้องรวมอยู่ในความกว้างยาวของสนามที่กำหนดไว้

                   ข. ในที่ใดที่ไม่สามารถทำสนามสำหรับเล่นคู่ แต่อาจทำสนามสำหรับเล่นเดี่ยวได้ ก็ต้องตามที่แสดงไว้ตามแบบ ข. เส้นหลังจะกลายเป็นเส้นส่งลูกยาวไปด้วยและเสาหรือวัสดุอย่างอื่นใช้แทนเสา ดังกล่าวในกติกาข้อ 2 จะต้องตั้งอยู่ห่างจากเส้นเขตของสนามตรงกับเส้นแบ่งเขตข้างละ 1 ฟุต ( 0.305 เมตร )

 

เสา

                2. เสาจะต้องสูง 5 ฟุต 1 นิ้ว ( 1.55 เมตร ) จากพื้นสนาม และจะต้องมั่นคงพอจะยึดตาข่าย ดังกล่าวในกติกาข้อ 3 ให้ขึงตึงอยู่ได้ และจะต้องตั้งอยู่ตรงกับเส้นแบ่งแดนเขตข้างของสนาม ดังกล่าวในข้อ  1 ข. ในกรณีที่จะทำการแข่งขันประเภทเดี่ยวจะต้องใช้วิธีหนึ่งวิธีใดที่แสดงให้เห็นว่า เส้นเขตข้างอยู่ใต้ตาข่าย เช่น ใช้เสาบางๆกว้างไม่น้อยกว่า 1 1/2 นิ้ว  ( 0.38 เมตร ) ไว้ที่เส้นเขตข้างให้ตั้งชี้มาที่ตาข่าย

ตาข่าย

                3. ตาข่ายจะต้องทำด้วยด้ายย้อมฝาดเส้นเล็ก มีตากว้างยาว 3/4 นิ้ว ( 0.019 เมตร ) ตาข่ายจะต้องขึงให้ตึงจากเสาหนึ่งถึงอีกเสาหนึ่งและจะต้องกว้าง 2 ฟุต 6 นิ้ว (0.76 เมตร) ริมบนของตาข่ายจะต้องห่างจากพื้นสนามตอนจุดกลางสนาม 5 ฟุต ( 1.524 เมตร ) และเสาจะต้องสูงจากพื้นสนาม 5 ฟุต 1 นิ้ว ( 1.55 เมตร ) ตอนบนของตาข่ายติดแถบสีขาวพับ 2 ขนาดกว้าง 3 นิ้ว ( 0.076 เมตร ) มีเชือกหรือลวดร้อยตลอดแถบผ้านี้ และขึงตึงให้ได้ระดับกับหัวเสาทั้งสองข้าง

 

 

 

 

ตะกร้อ

                4. ลูกตะกร้อจะต้องสานด้วยหวายหรือใยสังเคราะห์ชนิด 6 เส้นขึ้นไป เป็นรูปทรงกลมขนาดวัดโดยรอบไม่น้อยกว่า 16 นิ้ว และไม่เกิน 17 นิ้ว น้ำหนักเมื่อเริ่มการแข่งขันลูกตะกร้อไม่เบากว่า 170 กรัม และไม่หนักกว่า 220 กรัม ในการแข่งขันทุกครั้งให้ใช้ลูกตะกร้อของกรรมการที่สนามจัดไว้

 

ผู้เล่น

5.       ก. คำว่าผู้เล่น หมายถึงผู้ร่วมเล่นในเกมทุกคน

ข. ในการเล่นประเภท 3 คน ผู้เล่นต้องมีข้างละ 3 คน ในการเล่นประเภทคู่ ผู้เล่นจะต้องมีข้างละ 2 คน และในการเล่นประเภทเดี่ยว ผู้เล่นจะต้องมีข้างละ 1 คน

ค. ข้างใดที่มีสิทธิ์ส่งลูก จะต้องเรียกว่า ข้างส่งลูก ส่วนอีกข้างหนึ่งนั้นให้เรียกว่า ข้างรับลูก

การสี่ยง

6.       ก่อนที่จะเริ่มต้นเล่น ทั้งสองข้างต้องทำการเสี่ยง ข้างที่ชนะการเสี่ยงมีสิทธิ์ที่จะเลือก

ก. เลือกส่งลูกก่อน หรือ

ข. ไม่ส่งลูกก่อน หรือ

ค. เลือกแดนด้านใดด้านหนึ่ง

ข้างที่แพ้การเสี่ยงจะเลือกได้แต่ข้อที่ยังเหลืออยู่เท่านั้น

 

การนับคะแนน

                7. ก.    การเล่นประเภท 3 คน เกมหนึ่งมี 21 คะแนน เมื่อได้ 19 หรือ 20 คะแนนเท่ากัน ข้างที่ได้ 19 หรือ 20 คะแนนก่อน มีสิทธิ์ที่จะเลือกกำหนด ให้เกมนั้นเริ่มต่อไปอีก 5 คะแนน หรือเล่นต่อไปจนครบ 21 คะแนน ในกรณีเช่นนี้ ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือก “ ล่นแต้มต่อ ” เล่นต่อไปอีก 5 คะแนน เมื่อได้ 19 หรือ 20 คะแนนเท่ากันแล้วคะแนนก็จะเสมอกัน และข้างที่ได้ 5 คะแนนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น

การเรียกร้อง “เล่นแต้มต่อ” การเล่นดังกล่าวในข้อนี้จะต้องกระทำก่อนการส่งลูกในครั้งต่อไป จากที่ได้คะแนน 19 หรือ 20 เท่ากัน

ข. การเล่นประเภทคู่ เกมหนึ่งมี 15 คะแนน เมื่อได้ 13 หรือ 14 คะแนนก่อน มีสิทธิ์ที่เลือก “ เล่นแต้มต่อ ” .ให้เกมนั้นเล่นต่อไปอีก 3 คะแนน หรือเล่นต่อไปจนครบ 15 คะแนน ในกรณีเช่นนี้ถ้าผู้มีสิทธิ์เลือก “เล่นแต้มต่อ” เล่นต่อไปอีก 3 คะแนน เมื่อได้ 13  หรือ 14 คะแนนเท่ากันแล้ว คะแนนก็จะเสมอกัน ข้างที่ได้ 3 คะแนนก่อน จะเป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น

ค. การเล่นประเภทเดี่ยว เกมหนึ่งมี 11 คะแนน เมื่อได้ 9 หรือ 10 คะแนนเท่ากัน ข้างที่ได้ 9 หรือ 10 คะแนนก่อน มีสิทธิ์ที่จะเลือก “ เล่นแต้มต่อ ” เล่นต่อไปอีก 3 คะแนน เมื่อได้ 9 หรือ 10 คะแนนเท่ากันแล้วคะแนนก็จะเสมอกัน ข้างที่ได้ 3 คะแนนก่อน เป็นฝ่ายชนะในเกมนั้น

              การเรียกร้อง “เล่นแต้มต่อ” ให้เป็นไปตามกติกาข้อ 7 ก. วรรค 2

ง. ฝ่ายใดที่สละสิทธิ์เลือกกำหนดการเล่น ซึ่งเกิดขึ้นในโอกาสแรกแล้วก็ไม่มี่สิทธิ์เลือก “ เล่นแต้มต่อ ” ในโอกาสที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2

จ. ในการเล่นที่มีแต้มต่อแต่ไม่ยอมให้ใช้สิทธิ์เลือก “เล่นแต้มต่อ”

8.       ถ้าไม่ได้ตกลงกันเป็นอย่างอื่น จะต้องเล่นให้ชนะเกมมากที่สุดใน 3 เกม ผู้ที่เล่นจะเปลี่ยนข้างกันเมื่อจะตั้งต้นเล่นเกมที่ 2 และเมื่อจะตั้งต้นเล่นเกมที่ 3 ก็ต้องเปลี่ยนข้างกัน ( ถ้าต้องเล่นถึงเกมที่ 3 ) และในการเล่นเกมที่ 3 นี้ก็จะต้องเปลี่ยนข้างกัน ตามคะแนนที่ได้ ดังที่กำหนดไว้ต่อไปนี้ คือ

ก.       11 คะแนนสำหรับเกม 21 คะแนน

ข.       8 คะแนนสำหรับ 15 คะแนน

ค.       6 คะแนนสำหรับเกม 11 คะแนน

หรือในการเล่นชนิดที่การเล่นมีแต้มต่อ ข้างใดข้างหนึ่งทำได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนคะแนนทั้งหมดที่จะต้องทำเพื่อชนะเกมนั้น ( ในกรณีที่มีเศษให้ปัดขึ้น ) ถ้ามีการตกลงจะเล่นเกมเดียว ผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนข้างดังกล่าวไว้ตามการเปลี่ยนแปลงข้างในเกมที่ 3 ข้างบนนี้

ถ้าผู้เล่นละเว้นการเปลี่ยนข้างตามกติกาที่วางไว้นี้โดยไม่ตั้งใจ ผู้เล่นจะต้องเปลี่ยนข้างทันทีที่รู้สึกตัวว่าตนผิด แต่คะแนนที่ได้อยู่เท่าใดก็ให้นับต่อไปตามนั้น

 

การเล่นประเภท 3 คน

                    9. ก. เมื่อได้ตกลงว่า ฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายส่งลูกก่อน ผู้เล่นซึ่งอยู่ในสนาม “ ส่งลูก ” ต้องส่งลูกทแยงมุมตรงกันข้ามถ้าผู้เล่นนั้นโต้ลูกกลับไปก่อนที่ลูกจะถูกพื้นลูกนี้ก็จะถูกโต้กลับมาโดยข้าง“ ส่งลูก ”แล้วข้าง  “ รับลูก” ก็จะโต้กลับไปอีก โต้กลับไปกลับมาเรื่อยไปจนกระทั่งเกิด“ เสีย ”ขึ้น หรือจนกระทั้งลูกอยู่ใน“ การเล่น ” (ดูกติกาข้อนี้วรรค ข.) ถ้าข้าง “ ส่งลูก ” ทำลูก “ เสีย ” การส่งลูกของผู้ส่งลูกคนแรกก็หมดสิทธิ์ ข้าง “ ส่งลูก ” ก่อน ส่งลูกได้เพียงคนแรกคนเดียวเท่านั้น (ดูกติกาข้อ 11) แล้วผู้เล่นของอีกข้างหนึ่งที่อยู่ในสนาม ส่งลูกด้านขวามือก็กลับเป็นผู้ส่งลูก ถ้าข้าง “ รับลูก ” โต้ลูกกลับไปไม่ได้หรือทำ “ เสีย ” ข้าง “ ส่งลูก ” ก็ได้ 1 คะแนน เมือได้คะแนนแล้ว ผู้เล่นข้าง “ ส่งลูก ” ผู้นั้นก็เปลี่ยนที่ส่งลูกโดยเปลี่ยนจากสนามด้านขวามือไปส่งลูกในสนามด้านซ้ายมือส่งไปยังผู้เล่นอีกข้างหนึ่ง ซึ่งอยู่ในสนามทแยงมุมตรงข้าม ตราบใดที่ฝ่ายนั้นยังเป็นฝ่าย “ ส่งลูก ” อยู่ การส่งลูกก็จะต้องลงจากสนามส่งลูกไปยังสนามรับลูกอีกข้างหนึ่ง ซึ่งอยู่ทแยงมุมตรงกันข้าม การเปลี่ยนสนามส่งลูกโดยข้าง “ ส่งลูก ” จะกระทำได้ต่อเมื่อตนทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้ทุก 1 คะแนน

                    ข. ฝ่ายส่งลูก จะต้องส่งลูกแรกจากสนามส่งลูกด้านขวามือ เมื่อผู้ส่งลูกได้เล่นลูกจนกระทั่งส่งลูกออกไปแล้ว ต่อจากนี้ไปจะต้องถือว่าลูกอยู่ในการเล่นจนกว่าลูกนั้นถูกพื้นหรือเกิดการ “ เสีย ” หรือ “ เอาใหม่ ” เกิดขึ้น นอกจากที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 19 เมื่อได้ส่งลูกไปแล้วจนกระทั่งลูกนั้นได้ข้ามตาข่ายไปยังข้างรับลูก  ผู้ส่งลูกจะอยู่ ณ  ที่หนึ่งที่ใดในด้านของฝ่ายตน ซึ่งมีตาข่ายกั้นอยู่เป็นเขตก็ได้ โดยไม่คำนึงถึงเส้นเขตต่างๆ

                    ในการเล่น ผู้เล่นจะเปลี่ยนแนวหรือตำแหน่งกันได้ก็ต่อเมื่อหมดสิทธิ์การรับ-ส่ง และผู้ตัดสินอนุญาตแล้วเท่านั้น

                    10.    ผู้ที่จะรับลูกส่งได้ ต้องเป็นผู้ที่ส่งลูกมาให้เท่านั้น แต่ถ้าลูกถูกตัวผู้เล่นรวมกันกับผู้รับส่งลูก หรือผู้ที่เล่นรวมกับผู้รับลูกส่งเว้นผู้เล่นแนวหลัง (มือที่สาม) เล่นลูกนั้น ข้างส่งลูกได้ 1 คะแนน ผู้เล่นคนเดียวกันจะรับลูกส่งที่ฝ่ายส่งมาซ้ำกันสองครั้งติดกันไม่ได้ในเกมเดียวกัน นอกจากที่ได้กำหนดไว้ในข้อ 12

                    11.        ข้างที่เริ่มเล่นเกมแรก หรือในเกมต่อไปจะส่งลูกได้คนเดียวในการเล่นคราวแรก ผู้ส่งลูกนั้นจะส่งลูกได้เรื่อยไปด้วยการเปลี่ยนแดนส่งเมื่อตนได้คะแนนเพิ่มขึ้น 1 คะแนน ทุกครั้งเรื่อยไปจนกว่าตนทำเสีย จากนั้นให้อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายส่งลูกได้อีก 2 คน จนกว่าฝ่ายตนจะทำเสีย 2 ครั้ง ผู้ร่วมเล่นแต่ละข้างจึงจะส่งลูกได้ครบตามจำนวน ในการส่งลูกเริ่มเล่นในกมต่อไปให้ฝ่ายที่ไม่ได้เริ่มส่งครั้งแรกเป็นฝ่ายส่งลูก ถ้าเริ่มเล่นในเกมที่สามให้ฝ่ายที่ไม่ได้ส่งลูกในเกมที่สองเป็นฝ่ายส่งลูกก่อน

                    12.         ถ้าผู้เล่นยืนผิดแดนเวลาส่งลูกและบังเอิญเป็นฝ่ายได้แต้มจะต้องมีการให้เอาใหม่โดยเงื่อนไขการให้ “เอาใหม่” นี้ จะต้องใช้สิทธิ์เรียกร้องก่อนจะมีการส่งลูกในครั้งต่อไป

                    ถ้าผู้เล่นยืนผิดแดน และไม่ทราบว่าตนยืนผิด จนกระทั่งมีการส่งลูกในคราวต่อไปแล้ว ถือว่าให้ผ่านไปและจะใช้สิทธิ์ให้ “เอาใหม่” ไม่ได้ และตำแหน่งที่ยืนของผู้เล่นก็ต้องปล่อยไว้จนกว่าจะหมดเกม

การเล่นประเภทคู่

                    ในการเล่นประเภทคู่ให้ใช้กติกาข้อ 9 – 12 เว้นแต่วิธีการเล่นครั้งแรกผู้ส่งลูกเริ่มเล่นได้เพียงคนเดียว เมื่อลูกเสียโดยฝ่ายส่งลูกเป็นผู้กระทำ ให้เปลี่ยนข้างส่งลูกโดยผู้ส่งครั้งหลังส่งเรื่อยไปจนกว่าฝ่ายตนจะทำเสียทั้งสองคน

 

การเล่นประเภทเดี่ยว

                    13. ในการเล่นประเภทเดี่ยวให้ใช้กติกาข้อ 9 – 12 เว้นแต่

                    ก.  ผู้เล่นจะต้องส่งลูก หรือรับลูกส่งในสนามรับลูกส่งขวามือ แต่เฉพาะเมื่อการนับคะแนนของผู้ส่งลูกจำนวนศูนย์หรือจำนวนเลขคู่เท่านั้น การส่งลูกและรับส่งลูกจะต้องส่งและรับในสนามส่งลูกซ้ายมือ เมื่อการนับแต้มของผู้ส่งลูกได้จำนวนเป็นเลขคี่

ข.       ผู้เล่นทั้งสองต้องเปลี่ยนแดนส่งลูก ภายหลังที่ทำคะแนนได้ 1 คะแนน ทุกครั้ง

การทำ “เสีย”

14.    การทำเสียซึ่งผู้เล่นที่เป็นข้าง “ส่งลูก” เป็นผู้ทำขึ้น จะทำให้ลูกตาย แต่ถาผู้เล่นข้างฝ่ายรับลูกเป็นผู้ทำขึ้น ข้างส่งลูก ได้คะแนน 1 คะแนน

                การทำเสียเกิดขึ้นเมื่อ

ก.       ในการส่งลูก ถ้าเล่นลูกเกินกว่า 1 ครั้ง และขัดที่เล่นลูกนั้นสูงกว่าระดับเข็มขัดปกติ

ข.       ในการส่งลูก ถ้าลูกไปตกลงในสนามส่งลูกที่ผิด คือ ไม่ตกทแยงมุมตรงกันข้ามกับผู้ส่งลูก หรือตกไม่ถึงเส้นส่งลูกสั้นหรือตกเลยเส้นส่งลูกยาว หรือตกนอกเส้นเขตข้างของสนามส่งลูก ที่ต้องส่งลูกนั้นไป

ค.       ถ้าเท้าของผู้ส่งลูกไม่อยู่ในสนามส่งลูก ที่จะต้องส่งลูกไป หรือเท้าของผู้เล่นที่เป็นฝ่ายรับลูกส่ง ไม่อยู่ในสนามส่งลูกที่อยู่ทแยงมุมตรงกันข้าม จนกระทั่งลูกได้ส่งออกมาแล้ว (ดูกติกาข้อ 16)

ง.       ในขณะที่ทำการส่งลูก หรือก่อนที่จะส่งลูก ถ้าผู้เล่นคนใดหลอกล่อ หรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด อันเป็นการกระทำให้ไม่สะดวกแก่คู่ต่อสู้ของเขา

จ.       ในการส่งลูกก็ดี หรือในการโต้ลูกไปตกนอกเขตสนามหรือผ่านทะลุตาข่ายไป หรือผ่านไปใต้ตาข่ายหรือไม่ข้ามตาข่ายหรือไปถูกหลังคา หรือฝาผนัง หรือถูกตัวหรือเครื่องแต่งกายของผู้เล่นคนหนึ่งคนใด(ลูกที่ตกลงบนเส้นจะต้องถือว่าได้ตกลงบนสนามหรือสนามส่งลูก หรือเส้นนั้นเป็นขอบเขต)

ฉ.      ถ้าลูกที่กำลังเล่น ฝ่ายโต้ได้เล่นลูกก่อนที่จะข้ามตาข่ายมาข้างตน(อย่างไรก็ดี ผู้เล่นลูกอาจใช้ส่วนของร่างกายที่ถูกลูกตามกติกาตามลูกที่ตนเล่นไปได้)

ช.      เมื่อลูกอยู่ในเวลา “กำลังเล่น” ผู้เล่นคนใดคนหนึ่งถูกตาข่ายหรือที่ขึงตาข่าย ด้วยส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย หรือด้วยเครื่องแต่งกาย

ซ.      ถ้าลูกถูกตัวฝ่ายผู้เล่นเกินกว่าสองครั้งติดๆกัน โดยผู้เล่นคนเดียวกันหรือลูกถูกตัว โดยผู้เล่นและผู้ร่วมเล่นฝ่ายเดียวกันติดๆกัน

ฌ.     ถ้าผู้เล่นคนใดคนหนึ่งกีดขวางฝ่ายตรงข้าม

ญ.     ในการเล่นแต่ละครั้งถ้าลูกถูกตัวผู้เล่นข้างเดียวกันเกินกว่า 1 คน

ฎ.      ถ้าฝ่าฝืนกติกาข้อ 16.

ฏ.      เล่นลูกด้วยแขนท่อนบน แขนท่อนล่าง ศอกข้าง ศอกหน้า และมือ(ยกเว้นยอมให้ผู้เล่นใช้ศอกหลัง ไหล่ และศีรษะได้)

 

กติกาทั่วไป

15.          ผู้ส่งลูก จะต้องไม่ส่งลูกจนกว่าคู่ต่อสู้ของเขาพร้อมแล้วว่าพยายามจะโต้ลูกที่ส่งไปนั้น

16.          ผู้ส่งลูกและผู้เล่นที่รับลูกส่ง ต้องยืนอยู่ภายในขอบเขตสนามรับลูกส่งของตน(ตามที่กำหนดเขตไว้โดยมีเส้นส่งลูกยาว เส้นส่งลูกสั้น เส้นกลางและเส้นข้าง)และบางส่วนของเท้าทั้งสอบข้างของผู้เล่นเหล่านี้ จะต้องถูกพื้นสนามอยู่ในท่านิ่ง จนกระทั่งการส่งลูกได้กระทำแล้วเท้าใดเท้าหนึ่งของผู้ส่งลูกก็ดีอยู่บนเส้นหรือถูกเส้น จะต้องถือว่าเท้านั้นอยู่นอกสนามส่งลูก และสนามรับส่งลูก (ดูกติกาข้อ 14 ค.)คู่ของผู้ส่งลูกและคู่ของผู้รับลูก จะยืนอยู่ ณ ที่ใดก็ได้ แต่ต้องไม่บังคับหรือกีดขวางการส่งลูกและรับลูก สำหรับผู้เล่นแนวหลังขณะรับและส่งจะยืนล้ำหน้าผู้เล่นแนวหน้าไม่ได้

17.          ถ้าในการส่งลูกหรือโต้กัน ลูกกระทบตาข่ายและข้ามตาข่ายไปได้แล้วไม่ถือเป็นลูกเสีย ถ้าโต้ลูกผ่านออกไปนอกเสาตาข่ายข้างใดข้างหนึ่งแล้วไปตกบนเส้นหรือภายใต้เส้นเขตของสนามฝ่ายตรงกันข้าม เช่นนี้ถือว่า เป็นลูกเสีย ในกรณีที่เกิดการกีดขวางขึ้นโดยบังเอิญ หรือโดยคาดไม่ถึง ผู้ตัดสินอาจตัดสินให้

“เอาใหม่ ” ได้

18.          ถ้าผู้ส่งลูกเล่นลูกส่งผิดเช่นนี้ ไม่ถือเป็นเสีย แต่ถ้าลูกได้ถูกร่างกายต้องถือว่าได้ส่งลูกแล้ว

19.          ในระหว่างการเล่น ลูกถูกตาข่ายและติดตาข่ายอยู่ หรือถูกตาข่ายแล้วตกลงไปยังพื้นสนามด้านของผู้โต้ลูก หรือตกพื้นภายนอกสนามแล้วฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งถูกตาข่าย หรือโต้ลูก หรือตัวถูกลูก ไม่ถือว่าฝ่ายตรงข้ามผู้นั้นกระทำผิด เพราะเวลานั้นลูกมิได้อยู่ในการเล่น

20.          ถ้าผู้เล่นคนใดคนหนึ่งมีโอกาสจะโต้ลูกในทางจากสูงลงต่ำเมื่อลูกนั้นอยู่ใกล้ตาข่ายมาก ฝ่ายตรงข้ามจะต้องไม่เอาส่วนของร่างกายยื่นเข้ามาใกล้ตาข่าย เพื่อให้มีโอกาสที่ลูกจะสะท้อนกลับจากร่างกายส่วนนั้นได้ การกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำกีดขวาง ตามความหมายของกติกาข้อ 14 ( ญ )

21.          เป็นหน้าที่ของผู้ตัดสินที่จะต้องขาน “เสีย” หรือ “เอาใหม่” เมื่อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ผู้เล่นเรียกร้อง และต้องให้คำวินิจฉัยเด็ดขาดในการอุทธรณ์เกี่ยวกับการโต้เถียงเรื่องคะแนนซึ่งร้องเรียนขึ้นมาก่อนการส่งลูกครั้งต่อไปและผู้ตัดสินเลือกตั้งผู้กำกับเส้นตามที่เห็นสมควร คำวินิจฉัยของผู้ตัดสินต้องยืนยันตามคำบอกของผู้กำกับเส้น อย่างไรก็ดีถ้ามีการตั้งผู้ชี้ขาดขึ้น ซึ่งผู้ตัดสินได้วินิจฉัยโดยเด็ดขาดแล้วเท่านั้น

 

การดำเนินการแข่งขัน

22.    การแข่งขันจะต้องดำเนินไป ตั้งแต่ต้นจนจบการแข่งขันเว้นไว้แต่

ก.       ในการชิงชนะเลิศตะกร้อระหว่างชาติ จะมีการหยุดพักได้ไม่เกิน 5 นาที ในระหว่างเกมที่ 2 -3  ของการแข่งขัน

ข.       ในประเทศที่เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ อาจจะมีการผ่อนผันให้พักได้ไม่เกิน 5 นาที ในระหว่างเกมที่ 2 -3 โดยได้รับความเห็นชอบจากองค์กรนานาชาติเป็นลายลักษณ์อักษรเสียก่อน ระหว่างการแข่งขันเกมที่ 2 – 3 ในประเภทเดี่ยว คู่ หรือสามคน

ค.       เมื่อดินฟ้าอากาศไม่อำนวย ผู้ตัดสินอาจจะสั่งให้ยุติการแข่งขันได้ตามที่เห็นสมควร ถ้ามีการชะงักการแข่งขันครั้งนี้เกิดขึ้น คะแนนที่ได้ต้องอยู่คงเดิมและจะเริ่มต้นแข่งขันใหม่จากคะแนนที่ได้อยู่แล้วนั้น การแข่งขันจะหยุดไม่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆทั้งสิ้น ในการที่จะให้นักกีฬาหยุดพักเพื่อจะได้มีกำลังเล่นต่อไป หรือเพื่อจะได้รับการแนะนำสั่งสอนวิธีการเล่นจากผู้อยู่นอกสนาม ผู้เล่นไม่มีสิทธิ์อกนอกสนามแข่งขันได้ก่อนที่จะจบการแข่งขันโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ตัดสินเสียก่อน ผู้ตัดสินมีสิทธิ์เพียงผู้เดียวที่จะหยุดการแข่งขันและมีสิทธิ์ที่จะตัดสิทธิ์ผู้เล่นหรือไล่ออกแก่ผู้กระทำผิดกติกา

 

การตีความ

1.       การเคลื่อนไหวหรือการปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใด โดยผู้ส่งลูก ซึ่งมีผลขัดขวางความต่อเนื่องของการส่งลูกภายหลัง เมื่อผู้ส่งลูกและผู้รับลูกได้เข้ายืนตามตำแหน่งเพื่อส่งและรับลูกแล้ว ถือว่าเป็นการหลอกล่อ (ดูกติกาข้อ 14 ง.)

2.       กรณีดังกล่าวถือเป็นเสีย ตามข้อ 14 (ช.)

ก.       ถ้าลูกติดอยู่ที่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ในระหว่างโต้ลูกแล้วสลัดออกไปแทนที่จะโต้โดยเฉียบขาด หรือ

ข.       ถ้าเล่นลูกครู ไม่ว่ากรณีใดๆ

3.       ถ้าผู้เล่นคนใดคนหนึ่งรุกเข้าไปในสนามของคู่ต่อสู้แม้จะเล็กน้อยหรือด้วยเครื่องแต่งกายก็ดี ให้ถือเป็นการกีดขวาง นอกจากที่อนุญาตให้ทำได้ในกติกาข้อ 14 (ฉ.) ดูกติกาข้อ 14(ญ.)

4.       ในที่ที่มีความจำเป็นเนื่องจากลักษณะของผู้มีอำนาจเกี่ยวกับตะกร้อประจำท้องถิ่น อาจวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับลูกถูกสิ่งกีดขวางได้ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่ภายใต้สิทธิ์ของสมาคมแห่งชาติด้วย

5.       ในระหว่างการโต้ลูก เมื่อลูกข้ามตาข่ายฝ่ายหนึ่งไปแล้ว และปรากฏว่าอีกฝ่ายได้ทำลูกเสีย หรือลูกตาย อีกฝ่ายจะถูกตาข่าย หรือเหยียบล้ำเส้นแบ่งแดน (ใต้ตาข่าย) ก็ได้ไม่ถือว่าเสีย

 

 

กติกาการแข่งขันตะกร้อลอดห่วงของสมาคมกีฬาไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์และสมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย

 

1.             สนามแข่งขัน

            สนามเป็นพื้นราบ มีลักษณะเป็นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 18 เมตร จะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้ ทางสูงวัดจากพื้นสนามขึ้นไปอย่างน้อยประมาณ  8 เมตร ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ และให้มีวงกลมรัศมี 2 เมตร จากจุดศูนย์กลางสนามความกว้างของเส้นวงกลม มีความกว้าง 11/2 นิ้ว ที่ขอบสนามมีเสา  2 ต้น สูง 8 เมตร ปักขวางสนามห่างกัน 22 เมตร ปลายเสาทั้งสองมีเส้นลวดขึงตึงโดยที่ปลายเสาข้างหนึ่งจะมีรอกเพื่อร้อยเส้นลวดดึงลงโคนเสาให้ตึงและเพื่อใช้แก้ปัญหาเมื่อเกิดอุปสรรคต่างๆเกี่ยวกับเส้นลวด ที่เส้นลวดกึ่งกลางสนามมีรอก 1 ตัว ห่างจากรอกตัวแรกประมาณ 7 เมตร มีรอกอีกตัวหนึ่งผูกติดกับเส้นลวด และใช้เชือกร้อยกับรอกทั้งสองตัว เพื่อใช้ผูกห่วงชัยชักขึ้นลงได้สะดวก

 

 

 

2.             ห่วงชัย

            ห่วงชัยประกอบด้วยวงกลม 3 ช่อง ขนาดเท่ากัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางวัดจากภายในยาว 40 เซนติเมตร ห่วงทั้ง 3 นี้จะทำด้วยโลหะ หวาย หรือไม้ก็ได้ วัดโดยรอบ 1 เซนติเมตร แต่ต้องผูกหรือบัดกรีติดกันแน่นเป็นรูป 3 เส้า วงห่วงแต่ละห่วงตั้งตรงและมีถุงตาข่ายทำด้วยด้ายสีขาว ผูกรอบห่วงทุกห่วง อนึ่งเพื่อความสวยงาม จะใช้กระดาษสีพันรอบห่วงทั้ง 3 ก็ได้

            ห่วงชัยต้องแขวนกลางสนาม ขอบล่างของห่วงต้องได้ระดับและสูงจากพื้นสนาม 5.75 เมตร

 

3.             ตะกร้อที่ใช้แข่งขัน

            ตะกร้อใช้สานด้วยหวาย 9 – 11 เส้น หรือใยสังเคราะห์ ขนาดเส้นรอบวงไม่เกิน 17 นิ้ว น้ำหนักระหว่าง 160 – 200 กรัม ชุดที่เข้าแข่งขันให้นำตะกร้อมาเอง

 

4.             การตัดสิน

            4.1 ต้องมีผู้ตัดสินอย่างน้อย 3 คน และมีประธานกรรมการผู้ตัดสินอีก 1 คน

            4.2 ผู้ตัดสินมีหน้าที่รักษาเวลาและให้คะแนน ดังที่บัญญัติไว้ในข้อ 8 แห่งกติกานี้ถ้ามีข้อสงสัยด้วยประการใดก็ดี ให้กรรมการผู้ตัดสิน เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

            4.3 คำตัดสินที่ได้ประกาศไปแล้วนั้น ให้ถือเป็นที่สิ้นสุด และจะอุทธรณ์ไม่ได้

 

5.             ชุดที่เข้าแข่งขัน

            5.1 ให้ส่งรายชื่อเข้าทำการแข่งขันได้ไม่เกิน 8 คน มีผู้เล่นเข้าทำการแข่งขัน 7 คน และผู้เล่นสำรองอีก 1 คน ถ้าชุดใดมีผู้เล่นเข้าทำการแข่งขันไม่ถึง 6 คน ให้ถือว่าชุดนั้นไม่มีสิทธิ์เข้าแข่งขันในครั้งนั้น

            5.2 ในระหว่างแข่งขันห้ามเปลี่ยนตัวผู้เล่น

            5.3 ผู้เล่นต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย และเหมือนกันทั้งชุด

            5.4 ผู้เล่นทุกคนต้องติดเครื่องหมายที่เสื้อทั้งด้านหน้าและด้านหลังให้เรียบร้อยด้วยตัวเลขที่อ่านง่าย สีของหมายเลขต้องตัดกับสีเสื้อ หมายเลขด้านหลังต้องสูงไม่น้อยกว่า 10 เซนติเมตร โดยผู้เล่นชุดเดียวกันจะใช้หมายเลขซ้ำกันไม่ได้

            5.5 ให้ชุดที่ทำการแข่งขันส่งรายชื่อผู้เข้าแข่งขันต่อกรรมการก่อนเวลาการแข่งขัน 30 นาที

            5.6 เมื่อถึงเวลาการแข่งขัน ผู้เล่นชุดใดยังไม่ลงสนามแข่งขันตามเวลาที่กำหนดไว้หรือยังไม่พร้อมทำการแข่งขัน ให้ถือว่าหมดสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนั้นโดยไม่มีการอุทธรณ์

 

6.กำหนดการแข่งขัน

            6.1 ให้ใช้เวลาในการแข่งขันชุดละ 40 นาที เมื่อเวลาการแข่งขันผ่านไปครึ่งเวลา กรรมการต้องประกาศให้ทราบทั้งเวลาและคะแนนที่ทำได้

            6.2 ผู้เข้าแข่งขันชุดใดเกิดอุบัติเหตุขึ้นในระหว่างทำการแข่งขันอยู่และไม่สามารถทำการแข่งขันได้ ให้ขออนุญาตจากผู้ตัดสินออกจากสนามชั่วคราวได้และชุดนั้นหยุดการแข่งขันได้ 2 นาที

            6.3 เมื่อถึงกำหนด 2 นาทีแล้วให้การแข่งขันต่อไป ทั้งนี้ต้องอยู่ในข้อ 5.1 และข้อ 6.1 และถ้าผู้บาดเจ็บนั้นจะเข้าทำการแข่งขันต่อไปอีก ให้ขออนุญาตต่อผู้ตัดสินก่อนทุกครั้ง

            6.4 ผู้ตัดสินจะต้องหยุดการแข่งขัน เมื่อต้องหยุดการแข่งขันในกรณีเกิดอุบัติเหตุ หรือเนื่องด้วยเหตุอื่น เมื่อเห็นสมควร

 

7. วิธีเล่น

            7.1 ให้ผู้เล่นยืนเป็นรูปวงกลม เว้นระยะห่างกันพอสมควร ในระหว่างการแข่งขันผู้เล่นจะสับเปลี่ยนที่กันได้

            7.2 เมื่อผู้ตัดสินให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน ให้ผู้เล่นคนหนึ่งคนใดโยนลูกตะกร้อให้แก่คู่หนึ่งหรือคู่สองของตน ต่อจากนั้นเมื่อลูกตายผู้เล่นผู้ใดถูกลูกก่อนจะต้องเป็นผู้โยนและต้องโยนให้คู่หนึ่งหรือคู่สองของตน เพื่อเล่นต่อไปทุกคราว โดยผู้โยนและผู้รับลูกโยนจะต้องอยู่นอกวงกลม

            7.3 เมื่อลูกตายแล้ว จะเปลี่ยนลูกตะกร้อก็ได้ แต่ต้องให้ผู้เล่นจับลูกตะกร้อลูกเดิมเสียก่อนจึงเปลี่ยนได้ (ยกเว้นกรณีไม่สามารถจะเก็บลูกตะกร้อเดิมได้)

            7.4 ในการโต้ลูก ห้ามไม่ให้ผู้เล่นใช้มือ ถ้าผู้เล่นใช้มือต้องโยนลูกให้คู่ของตนเตะแล้วปล่อยให้ลูกตาย จึงจะนำมาโยนเพื่อเล่นต่อไป

            7.5 ในกรณีต่อไปนี้ ให้ถือเป็นลูกตาย ให้โยนใหม่

                        7.5.1 ลูกตกถึงพื้นสนาม

                        7.5.2 ลูกถูกมือผู้เล่น (นอกจากกรณีที่ผู้เล่นเตะลอดห่วงมือ และลูกกระทบห่วงมือนั้น)

                        7.5.3 ลูกติดกับห่วงชัย (ยกเว้นกรณีที่หวายขาดและเกี่ยวกับตาข่ายห่วงชัย และค้างอยู่ภายในรัศมีวงกลมของห่วงชัย)

                        7.5.4 ลูกถูกวัตถุใดๆ ที่ไม่ใช่อุปกรณ์ตะกร้อลอดห่วง

            7.6 ถ้าลูกยังดีอยู่ลอดห่วง หรือลูกตะกร้อที่หวายขาดไปเกี่ยวกับตาข่าย และค้างอยู่ภายในรัศมีวงกลมห่วงชัย ให้ผู้ตัดสินให้คะแนนตามลักษณะของท่าที่กำหนดในข้อ 8 เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้

                        7.6.1 ผู้เล่นโต้ลูกโยนไปลอดห่วง

                        7.6.2 ผู้เล่นที่พักหรือเล่นลูกโต้นั้นไปลอดห่วง

                        7.6.3 ผู้เล่นเตะลูกโต้จาก(ที่พักหรือเลี้ยงลูกไปลอดห่วง

                        7.6.4 ลูกลอดห่วงภายหลังสัญญาณหมดเวลา

                        7.6.5 ลูกลอดห่วงแล้งกระดอนออกทันที

                        7.6.6 ผู้เล่นคนใดเตะลูกลอดห่วงซ้ำกันเกินกว่า 2 ครั้ง

 

8. การให้คะแนน

 

ลำดับ

ลักษณะของท่า

คะแนน

 

ด้านหน้า

 

1

ลูกหน้าเท้า (ลูกแป)

3

2

ลูกหลังเท้า

15

3

ลูกไขว้หน้าด้วยหลังเท้า

25

4

ลูกแข้ง

6

5

ลูกเข่า

6

6

ลูกไขว้หน้าด้วยเข่า

20

7

ลูกไหล่

12

8

ลูกศีรษะ (โหม่ง)

10

 

ด้านข้าง

 

9

ลูกข้าง

6

10

ลูกข้างห่วงมือ

12

11

ลูกไขว้

10

12

ลูกไขว้ตบห่วงมือ

15

13

ลูกส้นไขว้

15

14

ลูกส้นไขว้ห่วงมือ

25

15

ลูกขึ้นม้า

8

16

ลูกขึ้นม้าห่วงมือ

15

17

ลูกพับเพียบ

8

18

ลูกพับเพียบห่วงมือ

15

19

ลูกตัดไขว้ (มะนาวตัด)

20

 

ด้านหลัง

 

20

ลูกศอกหลัง

10

21

ลูกตบธรรมดา

15

22

ลูกข้างหลัง

15

23

ลูกแทงเส้นตรงหลัง

20

24

ลูกแทงเส้นตรงหลังห่วงมือ

25

25

ลูกข้างหลังห่วงมือ

20

26

ลูกตบหลังห่วงมือ

25

27

ลูกตบหลัง

20

28

ลูกตบหลังสองเท้าพร้อมกัน

20

ลำดับ

ลักษณะของท่า

คะแนน

29

ลูกพับตบหลัง

20

30

ลูกพับตบหลังห่วงมือ

30                                          

 

 

9. ผลการแข่งขัน

            9.1 ชุดใดได้คะแนนมากที่สุด ชุดนั้นชนะ

            9.2 ถ้าได้คะแนนเท่ากัน ชุดใดได้จำนวนครั้งที่ลอดห่วงมากกว่า ชุดนั้นชนะ

            9.3 ถ้าได้คะแนนและจำนวนที่ลอดห่วงเท่ากัน ชุดได้ห่วงด้วยท่าที่มีคะแนนสูงกว่า ชุดนั้นชนะ

            9.4 ถ้าได้คะแนน จำนวนครั้งที่ลอดห่วง และท่าที่มีคะแนนสูงเท่ากัน ชุดใดได้จำนวนครั้งที่ลอดห่วงด้วยท่าที่มีคะแนนสูงมากกว่า ชุดนั้นชนะ

            9.5 ถ้าทั้งหมดดังกล่าวเท่ากัน ให้จับฉลาก

 

กติกาการแข่งขันตะกร้อเตะทนของสมาคมกีฬาไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

 

1. กติกาตะกร้อเตะทนมี 2 ชนิดคือ

            1.1 ตะกร้อเตะทนวงเล็ก

            1.2 ตะกร้อเตะทนวงใหญ่

 

2. สนาม

            สนามแข่งขันเป็นพื้นที่ราบขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่า 16 เมตร จะอยู่ในร่มหรือกลางแจ้งก็ได้แต่สูงจากพื้นสนามขึ้นไปอย่างน้อย 8 เมตร ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆและมีขนาดของสนามแต่ละชนิด ดังนี้

            2.1 สนามตะกร้อเตะทนวงเล็ก สนามเป็นรูปวงกลมซ้อนกัน 2 วง วงกลมในมีรัศมี 2 เมตร วงกลมนอกมีรัศมี 6 เมตร มีเส้นแบ่งแดนวงกลมทั้งสองออกเป็น 6 แดนเท่าๆกัน

            2.3 เส้นขอบวงกลมและเส้นแบ่งแดนของสนาม ตามข้อ 2.1 และ 2.2 กว้าง 1 ½ นิ้ว เป็นเส้นสีดำหรือขวา หรือสีอื่นใดที่เห็นได้ชัดเจน

 

3. ตะกร้อ

            ตะกร้อต้องสานด้วยหวายหรือใยสังเคราะห์ตั้งแต่ 8 ถึง 10 เส้น มีขนาดเส้นรอบวงไม่เกิน 17 นิ้ว และไม่น้อยกว่า 16 นิ้ว มีน้ำหนักตั้งแต่ 150 ถึง 200 กรัม ซึ่งผู้แข่งขันจะต้องจัดหามาเอง

 

4. กรรมการ

            ให้มีกรรมการผู้ตัดสิน 1 คน และกรรมการผู้ช่วยผู้ตัดสินอีก 2 คน

            4.1 กรรมการผู้ตัดสินมีหน้าที่นับจำนวนลูกที่แต่ละคู่ทำได้และตัดสินชี้ขาดข้อสงสัยใดๆที่อาจมีขึ้นด้วย ซึ่งคำตัดสินที่ได้ประกาศไปแล้วถือเป็นที่สิ้นสุด จะอุทธรณ์ไม่ได้ การนับจำนวนลูกของกรรมการผู้ตัดสินให้เป็นไปตามข้อกำหนดที่ปรากฏในกติกานี้

            4.2 กรรมการผู้ช่วยผู้ตัดสินอีก 2 คน ให้แบ่งหน้าที่เป็นผู้บันทึกและผู้รักษาเวลา โดยให้ผู้บันทึกทำหน้าที่บันทึกจำนวนโยน และจำนวนลูกที่แต่ละคู่ทำได้ ตามที่ผู้ตัดสินได้นับไปแล้ว ตลอดจนรวมคะแนนทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาของการแข่งขัน ส่วนผู้รักษาเวลาทำหน้าที่เป็นผู้จับเวลา ให้สัญญาณเวลาเริ่ม หยุดและสิ้นสุดการแข่งขัน

 

 

 

5. ผู้เล่น

            5.1 ผู้เล่นชุดหนึ่งต้องมี 6 คน ถ้าชุดใดมีผู้เล่นไม่ครบในการแข่งขันครั้งใดให้ถือว่าชุดนั้นเสียสิทธิ์ในการแข่งขันครั้งนั้น

            5.2 ระหว่างการแข่งขันห้ามเปลี่ยนตัวและเปลี่ยนตำแหน่งคู่เล่น

            5.3 ต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อยเหมือกันทั้งชุด

            5.4 ต้องติดหมายเลขที่ทำด้วยผ้า ขนาด 5 × 7 นิ้ว ดังนี้

                        คู่ที่ 1 ติดหมายเลข 1

                        คู่ที่ 2 ติดหมายเลข 2 และ

                        คู่ที่ 3 ติดหมายเข 3

 

6. กำหนดโยนและเวลาแข่งขัน

            ในแต่ละชุดเล่นไม่เกิน 9 โยน ภายในเวลา 30 นาที โดยแบ่งโยนและเวลาแข่งขัน ดังนี้

            แต่ละคู่เล่นได้ไม่เกิน 3 โยน ภายในเวลา 10 นาที ถ้าหมดโยนหรือเวลาการแข่งขันต้องเปลี่ยนคู่ใหม่ต่อไป โดยเจ้าหน้าที่ผู้รักษาเวลาจะเป็นผู้ให้สัญญาณ

 

7. วิธีเล่น

            7.1 เริ่มเล่น ให้ผู้เล่นยืนอยู่ในแดนของตนก่อนเล่นลูกทุกลูก เว้นแต่เมื่อเตะลูกย่าม ในกรณีหลังนี้เมื่อได้ส่งลูกพ้นตัวแล้วให้กลับมาอยู่ในแดนของตนเช่นเดิม มิฉะนั้นผู้เล่นจะไม่มีสิทธิ์เล่นลูก ถ้าผู้นั้นถูกลูกให้ถือเป็นลูกตายทันที

            7.2 เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รักษาเวลาให้สัญญาณเริ่มการแข่งขันให้ผู้เล่นคนหนึ่งของคู่ที่หนึ่งโยนลูกแก่คู่ของตัว คือคู่หมายเลข 1 เท่านั้นเป็นผู้รับลูกและโต้กลับมาให้คู่ของตนจนกว่าลูกนั้นจะตายหรือเสีย แล้วให้ผู้ใดผู้หนึ่งในคู่ที่หนึ่งจับลูกโยนให้แก่คู่ของตนอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดลูกตายหรือลูกเสีย 1 ครั้ง นับว่าเล่นไปแล้ว 1 โยน ถ้าเกิดตายหรือเสีย 3 ครั้ง ถือว่าเล่นไปแล้วครบ 3 โยน หรือเล่นไปแล้วครบ 10 นาที ถือว่าหมดสิทธิ์ต้องเปลี่ยนคู่ให้คู่ที่ 2 เล่น และเช่นเดียวกัน เมื่อคู่ที่ 2 หมดสิทธิ์ ก็ให้คู่ที่ 3 ทำการเล่นต่อไป ทั้งนี้ห้ามไม่ให้ผู้เล่นลูกแก้ไขลูกให้แก่ผู้ร่วมเล่นของตน

            7.3    ในระหว่างการแข่งขันผู้เล่นจะสับเปลี่ยนที่กันได้เมื่อลูกตายเท่านั้น

            7.4    การโต้ลูกเพื่อนับคะแนนให้กระทำด้วยลูกหน้าเท้าเพียงอย่างเดียงเท่านั้น ลูกเตะโต้ที่ทำด้วยลูกอื่นจะไม่นับคะแนนให้

            7.5 ผู้ตัดสินจะนับคะแนนให้ทุกครั้งที่ผู้เล่นปฏิบัติตามกติกาที่กล่าวมาทั้งหมดและผู้เล่นยืนอยู่ในเขตแดนของตนที่ถูกต้อง ไม่ยืนล้ำเส้นหรือเหยียบเส้นและผู้เล่นคู่ที่มีสิทธิ์เล่นโต้ลูกหรือรับลูกส่งจากคู่ของตนไปจากแดนที่ถูกต้อง และเมื่อรับแล้วต้องส่งไปยังคู่ของตนอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น

            7.6 ถ้าผู้เล่นมีสิทธิ์เล่นลูกย่ามและไม่ผิดแดน ไม่เหยียบเส้น ไม่ล้ำเส้น ให้นับ 1 คะแนน ผู้เล่นทุกคนมีสิทธิ์พักลูกไว้ 1 ครั้งเท่านั้น ถ้าผู้เล่นเล่นลูกครูดหรือพักลูกเกินกว่า 1 ครั้ง ให้ถือว่าเป็นเสียโยน

            7.7 ในการนับคะแนนลูกแรก เริ่มที่ผู้เล่นรับลูกตะกร้อจากผู้โยนซึ่งเป็นคู่ของตนถ้าไม่เกิดการเสียให้นับ 1 คะแนนทันที และลูกสุดท้ายที่เล่นก่อนมีสัญญาณหมดเวลาการแข่งขันจะนับคะแนนให้ เมื่อลูกนั้นไปตกยังแดนคู่ของตนที่ถูกต้อง

 

8. ลูกตายหรือเสีย

            8.1 ลูกตกถึงพื้นสนาม หรือถูกสิ่งอื่นใด

            8.2 ผู้เล่นเอามือถูกลูก

            8.3 พักลูกเกินกว่า 1 ครั้ง

            8.4 เล่นลูกครูด

            8.5 เมื่อผู้รักษาเวลาให้สัญญาณหมดเวลาแข่งขันแล้ว

 

9. ลูกที่ไม่นับคะแนน

            9.1 ผู้ร่วมเล่นที่ยังไม่มีสิทธิ์เล่นลูกนั้น

            9.2 ผู้เล่นเป็นคู่ของผู้ที่มีสิทธิ์เล่น เข้าไปในวงกลมและเตะลูกย่าม แล้วเล่นลูกอีกครั้งหนึ่ง

            9.3 เมื่อผู้เล่นรับลูกจากผู้ที่ยังไม่มีสิทธิ์เล่น หรือส่งลูกไปให้ผู้อื่น

            9.4 ผู้เล่นเข้าไปในแดนของผู้อื่น

            9.5 เหยียบเส้น หรือล้ำแดนเล่นลูก

            9.6 เล่นลูก หลังจากหมดสิทธิ์การเล่นหรือลูกตายแล้ว

            9.7 ลูกโต้ที่ไม่ใช่ลูกหน้าเท้า

 

10. ผลของการแข่งขัน

            10.1 ชุดใดทำจำนวนลูกโต้ได้มากที่สุด ชุดนั้นชนะ

            10.2 ถ้าได้จำนวนลูกเท่ากัน ชุดใดเล่นโยนน้อยกว่า ชุดนั้นชนะ

            10.3 ถ้าจำนวนลูกและจำนวนโยนเท่ากัน ชุดใดใช้เวลาน้อยกว่า ชุดนั้นชนะ

            10.4 ถ้ายังเสมอกัน ให้ชุดที่เสมอกันนั้นเล่นต่อไป ชุดละ 1 โยน ภายในเวลา 5 นาที จนกว่าจะแพ้ชนะ

หมายเหตุ

1.       ลูกครูด หมายถึงลูกที่สัมผัสร่างกายของผู้เตะตั้งแต่สองจุดขึ้นไปติดต่อกันอย่างรวดเร็ว

2.       ลูกย่าม หมายถึงลูกที่ผู้เตะก้าวเข้าไปทำการเตะในเขตวงกลมใน

 

แนวปฏิบัติในการตัดสินเซปักตะกร้อ

 

                        ด้วยเมื่อ วันที่ 26 – 30 มิถุนายน 2546 สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทยได้จัดการแข่งขันเซปักตะกร้อชิงถ้วยพระราชทาน “คิงส์คัพ ครั้งที่ 18” ณ จังหวัด พัทลุง ซึ่งทางคณะอนุกรรมการผู้ตัดสินได้หมอบหมายให้ นายสมเกียรติ  สูงสถิตานนท์ และนายเขมทัสน์  สุมณฑา ไปปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าผู้ตัดสินประจำสนามและได้เกิดปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ตัดสินในกรณีการเสิร์ฟลูกของผู้เล่นตำแหน่งหลัง การพิจารณาลูกครูดและการเล่นลูกเหนือตาข่าย ซึ่งหัวหน้าผู้ตัดสินประจำสนาม นายสมเกียรติ  สูงสถิตานนท์ ได้ขอความชัดเจน ความถูกต้องของกติกาและแนวปฏิบัติในการตัดสินจาก ดร. เฉลิม  ชัยวัชราภรณ์ ประธานเทคนิคสหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติแห่งประเทศไทย (นายอุดม  สุภาวีระ) โดยมีตัวแทนจากประเทศไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ เข้าร่วมประชุมหรือยุติปัญกาในการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการผู้ตัดสิน เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและกติกาของสหพันธ์ โดยเห็นควรปรับแนวปฏิบัติดังนี้

1.             กรณีที่ผู้ตัดสินประกาศคะแนนแล้ว ก่อนทำการเสิร์ฟ ผู้เล่นตำแหน่งหลังเท้าหลักเหยียบเส้นวงกลมหรือกระโดดเสิร์ฟให้ถือว่าเสีย  แต่ถ้าเสิร์ฟไปแล้วเท้าหลักเหยียบเส้นวงกลมให้เล่นต่อไป

            2. การนับจำนวนครั้งในกรณีที่เกิดการเล่นลูกครูด

                        ** การเล่นลูกครูดหรือสัมผัสลูกลักษณะต่อเนื่องหรือจังหวะที่ผู้เล่นไม่ได้เจตนาที่จะเล่นลูกเพื่อเป็นการได้เปรียบ ตั้งแต่เท้าถึงคอให้นับเป็น 1 ครั้ง

                        **  การเล่นลูกครูดหรือสัมผัสลูกลักษณะต่อเนื่องหรือจังหวะที่ผู้เล่นไม่ได้เจตนาที่จะเล่นลูกเพื่อเป็นการได้เปรียบ ตั้งแต่เท้าถึงศีรษะหรือศีรษะถึงเท้า ให้นับเป็น 2 ครั้ง

            3. การล้ำแดนของผู้เล่นทั้งสองฝ่าย ขณะเล่น

                        ** การล้ำแดนด้านล่างของตาข่าย เท้าล้ำแดนเข้าไปในฝ่ายแดนตรงข้ามแต่ไม่สัมผัสพื้นให้เล่นต่อไป แต่ถ้าหากเท้าไปกีดขวางการเล่นของฝ่ายตรงข้ามให้ถือว่าเสีย

                        ** การล้ำแดนเหนือตาข่าย (การบล็อก) ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายล้ำตาข่ายเข้าไปในแดนฝ่ายตรงข้ามให้ถือว่าเสีย ยกเว้นการเล่นลูกติดตามจากฝ่ายตนเองแล้งล้ำตาข่ายให้เล่นต่อไป

                        จึงเรียนมาเพื่อให้กรรมการผู้ตัดสินทุกท่านทราบ และขอให้ใช้ปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน

 

คณะอนุกรรมการผู้ตัดสิน สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย

1 สิงหาคม 2546

 

 

แนวทางปฏิบัติการเสี่ยงเซปักตะกร้อ

 

-          ก่อนการแข่งขันกรรมการผู้ชี้ขาดหรือผู้ตัดสินดำเนินการเสี่ยง ผู้ชนะการเสี่ยงได้สิทธิ์เลือก (เสิร์ฟเองหรือให้ฝ่ายตรงข้ามเสิร์ฟ) หรือเลือกแดน ทีมที่แพ้การเสี่ยงได้เลือกส่วนที่เหลืออยู่ เช่น หากทีมชนะเสี่ยงเลือกแดน ทีมแพ้การเสี่ยงจะเลือกเสิร์ฟเองหรือให้ทีมชนะการเสี่ยงเสิร์ฟก่อนก็ได้

-          ทีมชนะการเสี่ยง อบอุ่นร่างกายก่อน 2 นที ตามกติกา ไม่ว่าจะเลือกสิทธิ์เสิร์ฟหรือแดนก็ตาม

-          ทีมชนะในเซตที่ 1 ได้สิทธิ์เลือกเสิร์ฟในเซตที่ 2 (โดยจะเป็นฝ่ายเสิร์ฟเองหรือให้ทีมตรงข้ามเสิร์ฟก็ได้)

            หมายเหตุ ทีมชนะเซตที่ 1 หากต้องการให้ทีมตรงข้ามเสิร์ฟ หัวหน้าทีมต้องไปแจ้งต่อผู้ตัดสินในช่วงการพักระหว่างเซต 2 นาทีนั้น เมื่อผู้ตัดสินเรียกลงสนาม

หากท่านไม่ได้แจ้งแสดงว่าต้องการเสิร์ฟเอง

                        -     ในเซตไทเบรค ผู้ตัดสินมอบหมายให้ผู้ช่วยตัดสินทำการเสี่ยง ผู้ชนะการเสี่ยงได้สิทธิ์เลือกเสิร์ฟ (เสิร์ฟเองหรือให้ทีมตรงข้ามเสิร์ฟ) โดยให้เล่นในแดนเดิมของเซตที่ 2 (จะมีการเปลี่ยนแปลงแดนเมื่อถึงแต้มที่ 8 ของเซต)

 

 

คณะอนุกรรมการผู้ตัดสิน สมาคมตะกร้อแห่งประเทศไทย

1 สิงหาคม 2546